หลายวันที่ผ่านมามี่ข่าวที่ดังสะเทือนโลกอยู่เยอะแยะ
ไม่ว่าจะเป็นข่าวคราวการจากไปของคนสำคัญอย่างไมเคิล
อาหมวยน้อยลืมตาแล้ว
แต่อีกข่าวที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
คงจะเป็น โรคระบาดที่ทำเอาหลายๆประเทศวุ่นไปตามๆกัน
อย่างไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009
ที่ไม่ได้ยาวแต่ชื่อเท่านั้น
เพราะรายชื่อประเทศที่ติดหวัดนี้ยาวเป็นหางว่าวไม่แพ้กัน
ฟังข่าวเมื่อวานนี้
ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 11 คน
มีตั้งแต่เด็กประถมไปจนถึงผู้ใหญ่วัยปลดเกษียณ
ทำเอากระทรวงสาธารณสุขเดากันไม่ถูกเลยทีเดียว
ว่ากลุ่มเสี่ยง(กลุ่มเป้าหมาย)ของโรคนี้อยุ่ในกลุ่มใด
ยิ่งมีการให้ข่าวว่า
ผู้ป่วยบางรายสามารถหายเองได้โดยไม่ต้องใช้ยารักษา
เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันดีเยี่ยม
อ้าว แล้วไอ้หลายคนที่ภูมิคุ้มกันมีน้อยล่ะ
ซึ่งแม้ว่าจะรักษาด้วยยาแล้ว
ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหาย
แถมยังมีอาการแทรกซ้อนจากเชื้อไวรัส
ทำให้มีโรคอื่นเข้ามาช่วยกันรุมสะกรำอีก
จนภูมิคุ้มกันตัวน้อยๆไม่สามารถรับมือได้
ปล่อยให้เจ้าของร่างนั้นรับชะตากรรมดังเช่น 11 รายนั้น
นอกจากนั้น
ในช่วงหน้าฝนนี้ยังมีไข้หวัดตามฤดูกาลอีก
แม้ว่าจะไม่รุนแรง
แต่ก็ทำให้สับสนได้ไม่ยาก
ว่าอันไหนฤดูกาล อันไหนสายพันธุ์ใหม่
มิหนำซ้ำ การระมัดระวังตัวด้วยการใส่หน้ากากอนามัย(ผ้าปิดจมูก)
ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
ถ้าหากผู้ที่ติดเชื้อนั้นยังไม่รู้ และไม่ป้องกันให้แก่ผู้อื่น
เช่นหากเราสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน
แต่มีผู้ซึ่งติดเชื้อมาไอ จาม รดข้าวของเรา
ขณะเดินไปยังโต๊ะเพื่อรับประทานอาหาร
เชื้อก็จะอยู่ในข้าวที่เรากิน
...
อ้าว แล้วใส่ "หน้ากาก"เ พื่ออะไร ?
...
และเราใส่หน้ากากอนามัยขึ้นโหนรถเมล์
มือเราสัมผัสกับเชื้อ
มีแมลงบินมาเข้าตา เราขยี้ตา
และเรา.. "ติดเชื้อ"
...
นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
แม้ว่าเราจะ "ป้องกัน" ดีสักเพียงใด
หากผู้ติดเชื้อไม่ช่วย "ป้องกัน" ให้กับผู้อื่น
การป้องกันนั้นก็จะไร้ความหมาย
แต่ในทางกลับกัน
หากเราเรียนรู้ที่จะป้องกันอย่างถูกวิธี
โรค "ใหญ่ๆ" อย่างไข้หวัดใหญ่ 2009
ก็จะกลายเป็นเรื่อง "เล็กๆ" ไปในที่สุด.
.
.
ปล.หากสงสัยว่าจะเป็นหวัด
กรุณาไปตรวจเช็คให้แน่นอน
จะได้มีวิธีป้องกันและรักษา