อิตถีลีลา เทพธิดา...?

posted on 04 Sep 2009 14:00 by moonlady

 

"...ดูคู่รักเหล่านั้นสิ

ดวงตาของพวกเขาฉายแววแห่งความสุข

เหมือนกับได้ลอยขึ้นไปสู่อวกาศ"

...

"...มองดูดีๆสิเจ้าหนุ่มว่าใบหน้าที่สะท้อนกับแสงไฟจากเสาไฟต้นนั้น

มันมีสีสันของต้นไม้แห่งชีวิตรึขาวซีดสักเพียงใด"

.

.

.

"..ผมนึกเรื่องอะไรขำๆขึ้นมาได้

พอดีหมาตัวเมียที่บ้านมันท้อง

ผมเลยรุ้สึกว่าวันนี้อยากป่วยกระทันหัน

ไม่รุ่สิ คุณว่าขำมั้ย ?"

...

"...แกกำลังจะเลิกกับฉันล่ะสิ

หึ รู้มั้ย คุณเลือกเนคไทได้ห่วยมาก"

.

.

.

นีเป็นบทสนทนาของตัวละครสี่ตัว

จาก ละครเวทีของคณะอักษร ม.ศิลปากร

เรื่อง "อิตถีลีลา เทพธิดาแห่งคืนที่ร้อย"

เนื่อเรื่องไม่มีอะไรมาไปกว่าการตีความจากตัวละครที่ชื่ออิตถีลีลา

ซึ่งเป็นหญิงแก่อายุเก้าสิบเก้า

 

...

ในอดีตเธอเคยเป็นหญิงงามมากเกินจะหาใดเปรียบ

มีชายหนุ่มมากมายหลงใหลในความงามของเธอ

แต่คืนนี้อิตถีลีลาวัยเก้าสิบเก้า

กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ในสวนสาธารณะ

สนทนากันถึงอดีตที่น่าเศร้ากับปัจจุบันอันแสนหดหู่ของชายหนุ่มขี้เมา

และวัยสิบเก้าปีที่สวยงาม ซึ่งห้อมล้อมไปด้วยผู้คน

ที่หลงไหลในความงามและถ้อยคำอันเลิศหรูของอิตถีลีลา

หญิงแก่ที่น่าเกลียด น่าสะอิดสะเอียน

กลายเป็นความสวยงามน่าหลงไหล ทันทีในสายตาของชายหนุ่ม

เขาหลงรักเธอ

และทันทีที่ "เขา" เอ่ยชม "เธอ" ร่างผอมๆโทรมๆนั้นก็ล้มลง

และ ...ตาย

 

.

.

.

ในชีวิตของคนเราที่เกิดมานั้น

ต่างมี "ต้นไม้แห่งชีวิต"อยู่ตนละต้น

หากเมื่อใดที่ลุ่มหลงอยู่กับสิ่งใด

จนลืมความเป้นตัวตนที่แท้จริงภายในตัวเรา

ชีวิตของเราก็ย่อมจะ "ตาย" ไปพร้อมกับต้นไม้นั้น

แต่หากเมื่อใดที่รู้สึกได้ถึงความเป็นจริงที่เป็นอยู่

เมื่อนั้นเราก็จะ "ตื่น" จากการหลับไหลขึ้นมาอีกครั้ง

.

.

.

แล้วคุณล่ะ ? ตื่นหรือหลับอยู่

...

 

 

 

หลายวันที่ผ่านมามี่ข่าวที่ดังสะเทือนโลกอยู่เยอะแยะ

ไม่ว่าจะเป็นข่าวคราวการจากไปของคนสำคัญอย่างไมเคิล

อาหมวยน้อยลืมตาแล้ว

แต่อีกข่าวที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

คงจะเป็น โรคระบาดที่ทำเอาหลายๆประเทศวุ่นไปตามๆกัน

อย่างไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009

ที่ไม่ได้ยาวแต่ชื่อเท่านั้น

เพราะรายชื่อประเทศที่ติดหวัดนี้ยาวเป็นหางว่าวไม่แพ้กัน

ฟังข่าวเมื่อวานนี้

ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 11 คน

มีตั้งแต่เด็กประถมไปจนถึงผู้ใหญ่วัยปลดเกษียณ

ทำเอากระทรวงสาธารณสุขเดากันไม่ถูกเลยทีเดียว

ว่ากลุ่มเสี่ยง(กลุ่มเป้าหมาย)ของโรคนี้อยุ่ในกลุ่มใด

ยิ่งมีการให้ข่าวว่า

ผู้ป่วยบางรายสามารถหายเองได้โดยไม่ต้องใช้ยารักษา

เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันดีเยี่ยม

อ้าว แล้วไอ้หลายคนที่ภูมิคุ้มกันมีน้อยล่ะ

ซึ่งแม้ว่าจะรักษาด้วยยาแล้ว

ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหาย

แถมยังมีอาการแทรกซ้อนจากเชื้อไวรัส

ทำให้มีโรคอื่นเข้ามาช่วยกันรุมสะกรำอีก

จนภูมิคุ้มกันตัวน้อยๆไม่สามารถรับมือได้

ปล่อยให้เจ้าของร่างนั้นรับชะตากรรมดังเช่น 11 รายนั้น

นอกจากนั้น

ในช่วงหน้าฝนนี้ยังมีไข้หวัดตามฤดูกาลอีก

แม้ว่าจะไม่รุนแรง

แต่ก็ทำให้สับสนได้ไม่ยาก

ว่าอันไหนฤดูกาล อันไหนสายพันธุ์ใหม่

มิหนำซ้ำ การระมัดระวังตัวด้วยการใส่หน้ากากอนามัย(ผ้าปิดจมูก)

ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

ถ้าหากผู้ที่ติดเชื้อนั้นยังไม่รู้ และไม่ป้องกันให้แก่ผู้อื่น

เช่นหากเราสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน

แต่มีผู้ซึ่งติดเชื้อมาไอ จาม รดข้าวของเรา

ขณะเดินไปยังโต๊ะเพื่อรับประทานอาหาร

เชื้อก็จะอยู่ในข้าวที่เรากิน

...

อ้าว แล้วใส่  "หน้ากาก"เ พื่ออะไร ?

...

 

และเราใส่หน้ากากอนามัยขึ้นโหนรถเมล์

มือเราสัมผัสกับเชื้อ

มีแมลงบินมาเข้าตา เราขยี้ตา

และเรา.. "ติดเชื้อ"

...

นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

แม้ว่าเราจะ "ป้องกัน" ดีสักเพียงใด

หากผู้ติดเชื้อไม่ช่วย "ป้องกัน" ให้กับผู้อื่น

การป้องกันนั้นก็จะไร้ความหมาย

แต่ในทางกลับกัน

หากเราเรียนรู้ที่จะป้องกันอย่างถูกวิธี

โรค "ใหญ่ๆ"  อย่างไข้หวัดใหญ่ 2009

ก็จะกลายเป็นเรื่อง "เล็กๆ"  ไปในที่สุด.

.

.

ปล.หากสงสัยว่าจะเป็นหวัด

กรุณาไปตรวจเช็คให้แน่นอน

จะได้มีวิธีป้องกันและรักษา

 

 

แปรป่วน

posted on 23 Jun 2009 20:45 by moonlady

 

 

 

ช่วงนี้ม่ายค่อยได้เขียน blog เลยแฮะ

รู้สึกว่าห่างหายไปหลาย

.

.

.

และที่รู้สึกอย่างชัดแจ้งอีกอย่างหนึ่งคือ

หลายวันมานี้

ฉันรู้สึกว่าตัวเองขี้น้อยใจเป็นพิเศษ

อืม หรือว่าฉันจะเริ่มหัวล้านนะ

ฉันเป็นอะไรไปเนี่ย

ถ้าหากฉันโทรไปปรึกษา "x"

ฉันอาจได้รับคำตอบ แบบ

คุณมีปัญหาแล้วล่ะ

เออ ก็มีอ่ะดิไม่งั้นจะถามทำไมเล่า

คุณคงเครียดมากเกินไป

อืม ถ้าไม่เครียดจะมาปรึกษามั้ย ไม่คิด

คุณคงเริ่มจะเข้าสู่วัยทองแล้วล่ะมั้ง

นี่ฉันยังไม่บรรลุนิติภาวะเลยนะยะ ยังเป็นเยาวชนอยู่

เฮ้อ...

หาคำตอบด้วยตัวเองอาจ "work" กว่า

ใช้อริยสัจเหมื่อนพระพุทธเจ้า

หนึ่ง ทุกข์ การมีอยู่ของทุกข์ขี้น้อยใจมากเป็นพิเศษ

สอง สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ = มองโลกในมุมเดียวมั้ง เอาแต่ใจมั้ง

สาม นิโรธ ความดับทุกข์ = เข้าใจในหน้าที่ของแต่ละคนล่ะมั้ง

สี่ มรรค หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ = พยายามระลึกรู้เสมอๆ 

อืมม คำตอบที่ได้นี่มันดีกว่ามั้ยนะ

แล้วทำได้จริงหรอ

แล้วจะเห็นผลมั้ย

ก็ลองดูแล้วกาน

เผื่อจะดีขึ้น